ตอนนี้คุณกำลังถือมือถือแบบไหนอยู่?
มือเดียวแล้วใช้นิ้วโป้งพิมพ์
ถือข้างหนึ่งแล้วใช้อีกมือกด
หรือกำลังจับสองมือแล้วพิมพ์รัว ๆ อยู่?
เรื่องเล็ก ๆ ที่ทำจนแทบไม่เคยสังเกต อาจบอกอะไรเกี่ยวกับนิสัยของเราได้สนุกกว่าที่คิด
ลองดูว่าท่าที่คุณใช้เป็นประจำ ตรงกับตัวตนตอนรักใครหรือเปล่า
1. ถือมือเดียว พิมพ์ด้วยนิ้วโป้ง — รักชัด จำแม่น และไว้ใจยากเมื่อถูกทำร้าย
ภายนอกคุณอาจดูสบาย ๆ ไม่ได้คิดอะไรเยอะ
แต่เรื่องคน คุณแยกออกค่อนข้างชัดว่าใครจริงใจกับคุณ และใครเข้ามาแบบไม่จริงใจ
ถ้ารู้สึกดีกับใคร คุณพร้อมดีกับเขาเต็มที่
ถ้ารัก ก็รักแบบไม่กั๊ก
จุดที่ต้องระวังคือ เวลาพูดตอนอารมณ์ขึ้น คุณอาจหลุดคำแรงกว่าที่ใจคิดจริง หลังจากนั้นถึงค่อยมานึกได้ว่าไม่ได้อยากให้เรื่องไปไกลขนาดนั้น
เรื่องความรักก็เหมือนกัน
เมื่อเลือกเชื่อใจใครแล้ว คุณไม่ได้เผื่อใจไว้ครึ่งหนึ่ง แต่ให้เขาเข้าไปเกือบทั้งใจ
เพราะแบบนี้ เวลาถูกหักหลังจึงจำได้นาน
คุณอาจให้อภัยได้ แต่จะให้กลับมาเชื่อเหมือนเดิมอีกครั้ง ไม่ง่ายเลย
รักของคุณจึงไปสุดทั้งสองทาง
ตอนรักก็ให้เต็มที่
แต่เมื่อความไว้ใจพัง สิ่งเดิมแทบกลับมาไม่ได้
2. ถือมือถือข้างหนึ่ง ใช้นิ้วโป้งอีกข้างพิมพ์ — อยากได้รับความใส่ใจ แต่ไม่ค่อยพูดออกมาตรง ๆ
คุณไม่ได้ต้องการอะไรซับซ้อน
แค่อยากรู้สึกว่า ตัวเองสำคัญกับใครสักคนจริง ๆ
ชอบการดูแลเล็ก ๆ น้อย ๆ
ชอบคนที่จำรายละเอียดได้
และชอบความรู้สึกที่มีคนใส่ใจโดยไม่ต้องร้องขอทุกครั้ง
ปัญหาคือ คุณมักพูดสิ่งที่ตัวเองต้องการออกมาไม่หมด
ในใจอยากได้สิบ อาจพูดออกมาแค่ห้า
คิดถึงมาก แต่พิมพ์ไปแค่ว่า “ทำอะไรอยู่”
น้อยใจก็เก็บ
อยากให้ง้อก็ไม่พูด
อยากให้สนใจกว่านี้ก็ทำเหมือนไม่มีอะไร
ไม่ใช่เพราะไม่รู้สึก
แต่เพราะคุณไม่อยากทำให้อีกฝ่ายอึดอัด และไม่อยากถูกมองว่าเรียกร้องมากเกินไป
คนที่จะอยู่กับคุณได้ดี จึงไม่จำเป็นต้องหวือหวา
แค่จริงใจ และสังเกตความรู้สึกที่คุณพูดออกมาไม่หมดก็พอ
3. ถือสองมือ พิมพ์ด้วยนิ้วโป้งทั้งสองข้าง — รักมาก แต่กลัวผิดหวังมากกว่า
คุณคิดก่อนทำอยู่เสมอ โดยเฉพาะเรื่องที่มีความรู้สึกเข้ามาเกี่ยว
อยากเดินเข้าไปหา แต่ก็กลัวว่าอีกฝ่ายจะถอย
อยากบอกความรู้สึก แต่ก็กลัวว่าพูดแล้วทุกอย่างจะเปลี่ยน
คุณจึงต้องการความมั่นใจจากคนข้าง ๆ มากกว่าคำหวาน
แค่รู้ว่าเขายังอยู่
ยังรับฟัง
และไม่ได้รำคาญตัวตนของคุณ
เท่านี้ก็ทำให้คุณเปิดใจได้มากขึ้นแล้ว
เรื่องที่เคยทำให้เสียความรู้สึก คุณจำค่อนข้างนาน
พอเคยผิดหวัง ความระวังก็เพิ่มขึ้นเอง
ทั้งที่จริงอยากใกล้ชิดคนรักมาก อยากคุยบ่อย อยากได้รับความสนใจ แต่กลับทำท่าเหมือนตัวเองอยู่คนเดียวก็ได้
คำว่า “ไม่เป็นไร” ของคุณ จึงไม่ได้แปลว่าไม่เป็นไรทุกครั้ง
หลายครั้งมันหมายถึง
“ฉันรู้สึกนะ แต่ฉันไม่กล้าพูดมากกว่านี้”
4. ถือมือถือข้างหนึ่ง ใช้นิ้วชี้อีกข้างพิมพ์ — ใจอ่อน ไม่ชอบทะเลาะ และแพ้ทางคำขอโทษ
คุณชอบความสัมพันธ์ที่อยู่แล้วสบายใจ
ไม่ชอบเดา
ไม่ชอบประชด
และไม่ชอบเรื่องเล็กที่ถูกขยายจนกลายเป็นสงคราม
ถ้ามีทางคุยกันดี ๆ คุณเลือกทางนั้นก่อนเสมอ
คุณยอมคนได้พอสมควร โดยเฉพาะกับคนที่ตัวเองรัก เพราะไม่อยากเห็นใครต้องเสียใจเพราะตัวเอง
ข้อเสียคือ ความใจอ่อนทำให้คุณกลับไปยอมเรื่องเดิมได้ง่าย
ทะเลาะกันหนักแค่ไหน พออีกฝ่ายมาขอโทษดี ๆ ใจก็เริ่มอ่อน
ตั้งใจว่าจะไม่ยอมแล้ว
แต่พอเห็นเขาเสียใจจริง ๆ สุดท้ายก็พูดว่า
“โอเค ไม่เป็นไร”
ทั้งที่ในใจยังไม่ได้ลืมหมดหรอก
คุณไม่ได้ต้องการรักที่น่าตื่นเต้นตลอดเวลา
คุณต้องการคนที่อยู่ด้วยแล้วไม่เหนื่อย ไม่ต้องคอยระแวง และไม่ทำให้เรื่องเดิมกลับมาเจ็บซ้ำ ๆ มากกว่า

ท่าจับมือถืออาจเป็นแค่เรื่องเล็กที่เราทำจนเคยชิน แต่พอเอามาเทียบกับนิสัยของตัวเองแล้ว ก็มีหลายข้อที่อ่านแล้วอดคิดไม่ได้ว่า
“เออ…นี่มันฉันชัด ๆ”
แล้วคุณล่ะ?
ข้อ 1, 2, 3 หรือ 4
ตรงกับนิสัยตอนมีความรักของคุณแค่ไหน?