อ่านไว้บ้าง ไฟนรก 7 กองใหญ่ ที่ไม่ควรล่วงเกิน

0
7233

ไฟนรก 7 กอง ก็คือ สิ่งเจ็ดสิ่งที่เป็นตัวเลข สะท้อนบุญ และสะท้อนบาป แก่เราอย่างมากมายมหาศาล พูดอีกอย่างหนึ่ง
ก็คือ หากเราทำบุญกับผู้ที่เป็นไฟนรกแล้ว ก็จะได้ผลบุญเป็นอันมโหฬาร แต่ถ้าหากเราทำบาปต่อไฟนรกเหล่านั้นแล้ว
ก็จะได้ผลบาป อย่างหนักหนา แสนสาหัส จนถึงกับต้องลงนรก อย่างทุกข์ทรมานและยาวนาน

แม้จะมีศีลห้าที่จะช่วยให้เกิดเป็นมนุษย์ แต่หากไปล่วงเกินไฟนรกเข้าแล้ว ก็ย่อมมีนรกเป็นที่รองรับอย่างแน่นอน
ดังนั้นไฟนรก 7 กอง จึงเป็นสิ่งที่เราไม่ควรไปล่วงเกินโดยเด็ดขาด ไม่ว่าจะด้วย กาย วาจา หรือใจ

กองที่หนึ่ง พระพุทธเจ้า
พระพุทธเจ้าเป็นมนุษย์ที่มีบุญบารมีมากที่สุดในโลก เป็นผู้เดียวในโลกที่มีสัพพัญญุตญาณ(ญาณที่รู้ทุกสิ่งทุกอย่างในจักรวาลโดย ไม่มีที่สิ้นสุด) และพระพุทธเจ้ายังเป็นนายกของโลกตามตำแหน่งของกฎธรรมชาติที่ได้กำหนดไว้ ซึ่งผู้ใดก็ตามที่ได้ทำกุศลกรรมกับพระองค์ บุคคลนั้นจะต้องได้อานิสงฆ์ผลบุญมากที่สุดในโลก

ซึ่งมนุษย์คนใดได้ไปทำทานด้วยแล้วจะได้ผลบุญมากเท่ากับทำทานแด่พระพุทธเจ้า เป็นไม่มี แต่หากผู้ใด ทำอกุศลกรรมกับพระองค์ บุคคลนั้นจะต้องได้รับกรรมมากที่สุดในโลกที่เรียกว่า อนันตริยกรรม นั่นเองแม้แต่คิดก็เป็นบาปหนัก
เพราะเป็นบุคคลพิเศษ เกิดขึ้นได้ยากมาก อย่างน้อยที่สุดใช้เวลาสะสมบารมีถึงที่สุด 20 อสงไขย กับเศษ 100,000 กัลป์ ( 1 กัลป์ เท่ากับ 6,420 ล้านปี )

กองที่ 2 พระธรรม ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้แล้ว
ผู้ใดไม่ได้ทำความเห็นตามพระธรรม ชื่อว่าเป็น มิจฉาทิฐิ ความเห็นผิด เช่นไม่เชื่อการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า
เชื่อว่าไม่มีบุญ – บาป นรก สวรรค์ไม่มีชาติหน้าชาติก่อนเมื่อมีความเห็นผิด ย่อมกระทำสิ่งทิ่ผิดๆ เป็นกรรมหนัก
ไม่สนใจที่จะทำสิ่งดีๆ มีประโยชน์แก่ตนเอง ประตูอบายภูมิ นรก ย่อมมีโอกาสได้เยี่ยมชม

กองที่ 3 พระสงฆ์
ผู้เป็นเนื้อนาบุญของโลกไม่มีเนื้อนาบุญใดยิ่งกว่า เราไม่มีหน้าที่ไปติเตียน พระภิกษุ ที่ไม่สมควรแก่ สมณะรูป
แต่เราสามารถเลือกที่จะทำบุญ ปลูกบุญกับพระภิกษุที่ ปฏิบัติดี ประพฤติชอบได้ อย่าเอาความคิดเห็นของเราไปตัดสินผู้อื่นว่า
ดี เลว อาจเผลอไปติเตียน ท่านผู้มีศีล และปฏิบัติธรรมอยู่อย่างไม่รู้ตัว กลายเป็น วิบากกรรมอันลำบากยาวนาน

กองที่ 4 บิดา – มารดา
นอกจาก รู้คุณท่านแล้วยังต้องกตัญญูต่อท่าน เพราะบิดา มารดา เป็นผู้มีคุณอันดับแรกของชีวิต แม้ท่านจะปฏิบัติต่อเราเยี่ยงไร ก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้ให้อัตตภาพ ของความเป็นมนุษย์ ผู้สามารถที่จะสร้างภพชาติที่ดี ที่ควรสำหรับเราได้เป็นอย่างดี การตอบแทนคุณ บิดามารดาจึงเป็นสิ่งมงคลของชีวิต

กองที่ 5 ครูบาอาจารย์
ผู้ให้ความรู้ชี้ผิดถูกให้เราได้เติบใหญ่ในสังคม ได้อย่างภาคภูมิ หาควรที่จะลบหลู่ด้วยกาย วาจา และใจ ให้เป็นบาปเวรต่อตัวเรา ชีวิตที่ เป็นศิษย์ไม่มีครู เป็นชีวิตที่อาภัพอับโชคอย่างยิ่ง

กองที่ 6 สมณะชีพราหมณ์
ท่านที่มีศีลและปฏิบัติธรรม เป็นผู้ที่ไม่สมควร ล่วงเกิดด้วย กาย วาจา ใจ ให้ตัวเองมัวหมองด้วย อกุศล

กองที่ 7 สำหรับคุณผู้หญิง ไฟกองนี้คือ สามี
เพราะสามีคือ บิดาคนที่สองของเรา คอยดูแลห่วงใยและปกป้องอันตรายให้ภรรยา แต่หากหญิงใดที่ กรรมชัดให้มีสามีที่ไม่ดีต้องหวานอมขมกลืน จนชีวิตไม่มีความสข ถือว่าเป็นความโชคร้ายของผู้หญิงคนนั้น อย่างน่าสงสาร แต่สามีเมื่อ
ทำหน้าที่ของตน บกพร่องไป ก็เป็นเวรที่ต้องกลับมาชดใช้ หนี้อันนั้นในรูปแบบใหม่ ภพใหม่จนแล้วเสร็จ ด้วยการอโหสิกรรม
จึงจะหลุดพ้นจากกันได้

ข้อสังเกตุ.ในสมัยก่อน สามีเป็นผู้มีพระคุณแก่ภรรยา เพราะเป็นผู้หาเลี้ยงภรรยา ดังนั้นสามีดุด่า ว่ากล่าวหรือทำร้ายภรรยาบ้าง ก็ไม่มีความผิดทางกฎหมาย ถือว่าเป็นการดูแลอบรมกัน ในพระสูตรบอกว่าภรรยาซื่อสัตย์ต่อสามีแล้วเป็นเหตุให้ไปเกิด
บนสวรรค์นี่กฎหมายสมัยโบราณ ท่านว่าอย่างนั้น.

แต่สมัยนี้ การเป็นอยู่เปลี่ยนไปแล้ว เรามาเกิดยุคนี้ เราไม่เห็นว่ามันจะต่างกันตรงไหน ระหว่างสามีภรรยา เพราะทุกคนหาเลี้ยงตนเองเสมอกันแล้ว ใครทำร้ายใครก็ผิดเท่ากันทั้งนั้นจึงจะถูกต้องนี่เราเห็นอย่างนี้ เพราะความเป็นจริงมันเป็นอย่างนี้ไปแล้วนั่นเอง ความจริงตามสมมุติมันเปลี่ยนได้ตามสังคม

ขอยกตัวอย่าง ถ้าเราทำบุญให้กับบิดามารดา เราก็จะได้รับผลบุญอย่างน้อยประมาณ 10,000 ล้านเท่า แต่ถ้าเราล่วงเกิน
ก็จะได้บาปอย่างน้อยประมาณ 10,000 ล้านเท่าเหมือนกัน

ถ้าภรรยา ทำบุญให้กับสามี ภรรยาก็จะได้บุญอย่างน้อยประมาณ 5,000 ล้านเท่า ถ้าไปล่วงเกินเข้า ก็ต้องได้รับผลบาปอย่างน้อยประมาณ 5,000 ล้านเท่าเช่นกัน แต่สามีเมื่อทำหน้าที่ของตน บกพร่องไป ก็เป็นเวรที่ต้องกลับมาชดใช้
หนี้อันนั้นในรูปแบบใหม่ ภพใหม่จนแล้วเสร็จ ด้วยการอโหสิกรรมจึงจะหลุดพ้นจากกันได้

ส่วนสามี ถ้าได้ล่วงเกินภรรยา ถ้าภรรยาเป็นผู้ไม่มีศีล สามีจะได้ผลบาป 1,000 เท่า แต่ถ้าภรรยาเป็นผู้รักษาศีล 5
สามีก็จะได้รับบาป 10,000 เท่า เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว จะเห็นได้ว่า การไปล่วงเกินสามีด้วย กาย วาจา ใจ นั้นไม่คุ้มเลย

แค่เห็นความไม่ดีของไฟนรก 7 กอง ก็ถือเป็นกรรมแล้ว
ตัวอย่าง เช่น ถ้าพ่อเราเป็นคนไม่ดี กินเหล้าเมายา ไม่รับผิดชอบต่อครอบครัว ถึงแม้ความจริงพ่อของเราเป็นอย่างนั้นจริงๆ
และเมื่อเราเห็นพ่อหรือนึกถึงความไม่ดีที่พ่อเคยทำไว้นั่นก็เท่ากับว่าเรา ได้ล่วงเกินไฟนรกกองที่ 4 เข้าแล้ว ทั้งๆ ที่ในใจ
ตอนนั้นไม่ได้โกรธหรือไม่ได้ต่อว่าตำหนิใดๆ ทั้งสิ้นก็ตาม.

จากหนังสือ ความสำเร็จที่มาจากพระพุทธเจ้า โดย ศิริพงษ์ อัครศรียุกต์

ฝากข้อคิด.พระพุทธเจ้าตรัสว่า เจตนาคือกรรม
เราจะทำกรรมหนักมากน้อย ขึ้นอยู่กับเจตนา ความยินดีในกรรมนั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเป็นเพศใด น้ำหนักของเจตนา ความยินดีในกรรมนั้น ผู้ที่เรากระทำกรรมด้วยมีคุณใหญ่มากน้อยเพียงใด เช่นเป็นผู้มีศีลมีธรรม ตลอดจนเป็นพระอริยะ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ต่างหากเป็นตัวชี้ว่าเป็นกรรมหนักเบา.

โปรดแชร์ต่อ..เพื่อเป็นธรรมทานครับ..สาธุ

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here